เกี่ยวกับคนเขียน
Naowarat

ความรู้

ความรู้

นี่หรือคือ...วงจรชีวิตเอเจนอสังหาริมทรัพย์ ?

Naowarat
วันที่สร้างประกาศ เวลาสร้าง 25 พฤศจิกายน 2565 13:06
สมัยเริ่มเป็นเอเจนอสังหาริมทรัพย์กันใหม่ๆ หลายคนเริ่มจากไม่มีเงิน ยังขาดความรู้และทักษะ จึงเริ่มจากการทำเคสเช่าที่ราคาไม่ต่างจากความคุ้นเคยของตัวเองมากนัก 6000 - 8000 บาท

ปิดได้ห้องแรก กระโดดตัวลอย เพราะจ่ายค่าข้าว ค่าหอได้แล้วจากการทำงานเคสเดียว
พอคล่องตัว บางคนปิดเรทเช่านี้เดือนละเป็นสิบยี่สิบเคส ว้าวววว จาก 8,000 บาท รายได้เพิ่มเป็น 80,000 - 160,000 บาท ได้ภานในระยะเวลาหลักเดือน!

ถ้าทำงานบริษัทก็ต้องรอจนเติบโตเป็น Director ในไม่รู้ตั้งกี่ปีในบริษัทกลาง ถึงใหญ่นั่นแหละ ถึงจะมีสิทธิ์ได้
ชีวิตทำเช่าเรทไม่ถึงหมื่น ต้องอาศัยความถี่ ความอัธยาศัยดี และต้องมีให้เลือกหลายห้อง แต่แลกมากับภาวะ “Burn out” เพราะปริมาณงานที่มาก
ปิดเดือนละ 10-20 ห้องถึงจะได้ตังค์ 160,000 บาท ต้องเจอกับมนุษย์ทุกประเภท กี่คนต่อเดือน!
เป็นแรงผลักให้หลายคนผันตัวเริ่มจับเช่า luxury ไต่มาตั้งแต่ 15,000 บาท ไป 5-60,000 บาท ถึงแสนสองแสน ฮึ้บๆ พยายามหน่อย บวกทักษะด้านภาษา

ก็ไปแตะงานระดับ พาลูกค้าเดินดูห้องสวยๆแล้วปิดเช่าได้ค่าแรงหลักแสนจากการทำงานเคสเดียว!
กว่าจะมาถึงจุดนี้ มั่นใจว่าหลายคนรู้แล้วว่า “แค่เป็นคนดี และความขยัน” ไม่พอในการทำงานสายเอเจนอสังหาริมทรัพย์
ยิ่งสินค้าแพง มนุษย์ยิ่งซับซ้อน มีความต้องการที่หลากหลาย และเอเจนต้อง “เอาให้อยู่!” ต้องเรียนรู้และปรับตัวอย่างมากเพื่อไต่บันไดของการพัฒนาทักษะขึ้นไป
เช่าบ้าน เช่าคอนโดเดือนละแสน ขยับเป็นเดือนละครึ่งล้าน หรือ เดือนละล้านจากเช่า Warehouse หรือตึกสำนักงาน อาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่

ใช้แนวทางการ Farming เหมือนกัน ต่างกันที่ความต้องการลูกค้า และรายละเอียดสินค้า ที่ยังไงก็ต้องรู้ลึก และรู้ให้มากเหมือนกัน
มองย้อนกลับไปวันที่ประหม่ากับงานห้องเช่าเล็กๆ เต็มไปด้วยความกังวล หลายครั้งที่ต้องยอมทนให้คนเอาเปรียบ ดูหมิ่นบนความไม่รู้

เปรียบเทียบกับวันที่รู้ชัดเจนในงานของตัวเอง เอาอยู่ทุกเรื่องแล้ว ระดับความมั่นใจและพลังงานมันต่างกันโดยสิ้นเชิง
ทุกคนเข้ามาในอาชีพนี้ เพราะ “เงิน” แต่ถอนตัวล้มเลิกก่อนได้เงินก้อนใหญ่ไปก็มาก เพราะไม่ยอมเรียนรู้ ลงทุกคอร์สแต่ไม่เอามาใช้ ไม่ยอมเปลี่ยนตัวเอง ไม่ตัดสินใจสำเร็จ ติดกับดักโซนสบายไม่ยอมเติบโต

เคยได้เงินง่ายจากตลาดที่คุ้นเคย ก็ทำเหมือนเดิม ซึ่งไม่มีอะไรผิด ถ้าปากไม่บ่นว่า “เหนื่อยว่ะ อยากทำขาย อยากจับ luxury อยากจับที่ดินมั่งแต่ไปไม่ได้สักที!”
เสียงบ่น จะยังดังอย่างต่อเนื่อง จนวันที่ชนเพดาน หรือเริ่มไม่มีผลลัพธ์ และเอือมระอากับสิ่งที่ทำอยู่ แต่ไม่รู้จะไปไหนดี

มีคนมาปรึกษาตลอด ‘ ทำมาสักพักแล้ว อยากตั้งเป้าหมายขายปีละสองสามร้อยล้านบ้าง พอถามว่าปัจจุบันจับตลาดอะไร คำตอบคือไม่รู้ ทำไปทั่วล่ะ ลองมาหมดแล้ว เบื่อเช่าแต่ก็ทิ้งไม่ได้ ขายอะไรก็ไม่เกิด ไม่รู้มันติดอะไร

เงินก็เริ่มร่อยหรอ คิดว่าอยากขายบ้านหลังละ 30-40 ล้าน สักเดือนละหลัง คุณภาพชีวิตคงดีกว่านี้แน่ๆ นี่ถ้าขายอะไรไม่ได้ คงเลิกทำแล้วไปหากินทางอื่นแล้วล่ะ ‘

คนที่ไม่มีผลลัพธ์มานานๆ ทำแล้วไม่ไปไม่มานั้นอาการสาหัสกว่าเด็กใหม่ๆเยอะ ถ้าไม่เลือกเทขยะออกจากหัวด้วยตัวเอง เปลี่ยนความคิด พฤติกรรมและลงมือกระทำสร้างนิสัยใหม่ ยังไงก็ไม่สำเร็จ

แต่ถ้าเลือกกลับมาฝึกตัวเองใหม่จากการปรับพื้นฐาน โอกาสเติบโตได้รวดเร็วกว่าเดิมมีมาก เพราะไม่ได้เริ่มจาก 0
กระบวนการแห่งความสำเร็จ เหมือนการวิ่งมาราธอน ที่เริ่มตั้งแต่การวอร์มอัพครั้งแรก เรียนท่าวิ่ง การวางเท้า วางมือ วิ่งสั้น วิ่งยาว การปรับสมดุลย์ร่างกาย ไม่ใช่จาก 0 ไป 42 กิโลเมตรได้ทันที และไม่มีอะไรจะเกิดได้ชั่วข้ามคืน
จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ถ้าคุณ”ไม่เลือก” ทำเอง

และการเริ่มใหม่ มันอาจดู “อ่อน” ดูช้า

แต่นักกีฬาที่เก่งๆ ระดับโลก ที่เคยก้าวขึ้นมาได้ด้วยความ genius ของตัวเอง และสุดท้ายร่างกายพัง บาดเจ็บ เกือบลงแข่งไม่ได้อีก มันมาจากความเคยชินที่ทำเรื่องเล็กๆบางอย่าง “ผิด” โดยไม่รู้ตัว

สะสมความผิดพลาดมานาน จนเกิดความเสียหายใหญ่โต และทุกคนมาได้สติ ปล่อยวางอีโก้ แล้วยอมเรียนเรื่องพื้นฐานใหม่ เชื่อโค้ช ฟังครู ทำใหม่ จากบนเตียงในโรงพยาบาลทั้งนั้น
ถ้าตอนนี้คุณไม่มีผลลัพธ์ มันสาหัสมากแล้วล่ะ

และถ้าคุณไม่มีผลลัพธ์ทางด้านการงาน คุณก็ไม่มีผลลัพธ์ด้านอื่นด้วย

ได้เวลาเปลี่ยน หรือยัง?

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

ดูหัวข้ออื่นเพิ่มเติม